ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตาคล้ำลึก ใบหน้าไม่สดชื่น

บทความนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่าทำไม การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ถึงได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในเรื่องของการปรับรูปหน้า เพราะนอกจากช่วยในการแก้ไขปัญหาใต้ตาคล้ำลึกแล้ว  ดวงตาที่ดูสดชื่นขึ้นยังสามารถทำให้ใบหน้าจุดอื่นๆดูดีขึ้นด้วยค่ะ ตามมาดูกันเลยค่ะ

ฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์ ในที่นี้หมอจะหมายถึง การฉีดสารเติมเต็มกลุ่มไฮยารูลอนิกแอซิดเท่านั้นนะคะ ถ้าใครยังไม่รู้ว่าฟิลเลอร์มีหลายประเภท หรือว่าแบ่งชนิดฟิลเลอร์กันยังไงได้บ้าง สามารถตามไปอ่านที่นี้ได้เลยค่ะ ประวัติศาสตร์ของฟิลเลอร์

ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จึงเป็นการแทนที่ปริมาตรด้วยสารเติมเต็มไฮยารูลอนิกแอซิด ในชั้นเหนือกระดูก ชั้นไขมันชั้นลึก หรือที่เข้าใจกันว่า Baby fat และชั้นไขมันชั้นตื้น ซึ่งในการแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตานี้ก็ขึ้นกับว่าปัญหาโครงสร้างใบหน้าของคนไข้ส่วนใดที่หายไป ก็เติมเพื่อแทนที่ในชั้นนั้น แต่ละชั้นก็เลือกใช้ฟิลเลอร์รุ่นต่างๆแตกต่างกันไป

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถย่อยสลายหายไปเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดการตกค้างอย่างที่หลายๆคนเข้าใจผิดกันค่ะ เพราะถ้ามีการตกค้าง แสดงว่าตัวยาฟิลเลอร์ที่คนไข้ได้รับการรักษามาก่อนนั้นอาจจะไม่ใช่กลุ่มไฮยารูลอนิกแอซิด

ทำความรู้จักโครงสร้างใต้ตาของเรา

      การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้ดีต้องเริ่มจากกายวิภาค หรือโครงสร้างของใบหน้าเราเชิงลึกก่อนค่ะ ซึ่งหมอจะขอยกมาเล่าให้พอเข้าใจกันง่ายๆก่อนนะคะ

1. ชั้นกระดูก Bone จัดชั้นนี้เป็นชั้นที่ลึกสุด เป็นเสมือนฐานของเบ้าตาเรา เมื่ออายุมากขึ้นกระดูกเบ้าตานี้จะค่อยๆสึกกร่อนไป ทำให้เบ้าตาขยายกว้างออก การแก้ไขเบ้าตาลึกวิธีหนึ่งก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ที่ชั้นติดกระดูกนี้ เพื่อให้โครงสร้างของกระดูกเป็นดังเดิม

ฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อ

2. ไขมันชั้นลึก SOOF เป็นไขมันที่ช่วยในการพยุงโครงสร้าง เส้นเอ็นนต่างๆช่วงกลางหน้า รวมถึงช่วยในการพยุงถุงใต้ตา หรือ eye bag ด้วย ให้ไม่หย่อนคล้อยออกมามากเกินไป การรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา หมอก็จะนิยมเติมเต็มฟิลเลอร์ในชั้นนี้ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตาที่ลึก ใบหน้าดูหย่อนคล้อยให้ดูยกกระชับมากขึ้น

3. ไขมันชั้นตื้น Subcutaneous fat เป็นชั้นที่เราสามารถวางฟิลเลอร์ได้เล็กน้อยเพื่อเก็บรายละเอียดในส่วนของร่องน้ำตา และแก้ไขรอยคล้ำจากเงาของกล้ามเนื้อ เส้นเลือดในชั้นข้างใต้ แต่มีความสำคัญในการเลือกรุ่นฟิลเลอร์ที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะถ้าวางตัวยาฟิลเลอร์มากเกินไปไม่ถูกต้อง ฟิลเลอร์รุ่นที่ใช้เลือกไม่ถูกต้องก็จะเกิดปัญหา ฟิลเลอร์เป็นก้อนนูนขึ้นมาได้ค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ปาก

4. ชั้นกล้ามเนื้อ Orbicularis oculi muscle เป็นชั้นที่เราไม่วางฟิลเลอร์ในการรักษาค่ะ เพราะว่าชั้นนี้กล้ามเนื้อรอบดวงตาจะทำงานเวลาที่เรายิ้ม หยีตา ดังนั้นหากวางฟิลเลอร์เข้ามาอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อรอบตานี้ ก็จะทำให้เวลาที่เราแสดงสีหน้า อารมณ์ ฟิลเลอร์ก็จะมีการเคลื่อนที่ตามแนวการหดตัวของกล้ามเนื้อ ถ้าหากฟิลเลอร์ถูกวางไว้ที่ชั้นกล้ามเนื้อช่วงหัวตา ก็จะทำให้เป็นก้อนนูนขึ้นมาเมื่อเวลายิ้มหรือหยีตาได้ค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี

5. ผิวหนัง Skin เป็นชั้นบนสุดคอยปกป้องส่วนอื่นๆด้านล่าง เป็นจุดที่หลายๆคนจะกังวลว่าเป็นรอยยับย่นเยอะ ทั้งนี้นอกจากอายุที่มากขึ้นแล้ว ปัญหานี้ก็เกิดได้จากโรคภูมิแพ้ การขยี้ตาบ่อยๆ ผิวแห้งกร้าน การเติมเต็มฟิลเลอร์ในชั้นด้านล่างจะช่วยทำให้ผิวหนังตึงขึ้น ชุ่มชื้นมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับระดับความรุนแรงของรอยยับด้วย บางครั้งจำเป็นต้องรักษาริ้วรอยยับด้วยการฉีดสารกลุ่มโบทูลินั่มท็อกซิน ในการแก้ปัญหาร่วม

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เหมาะกับใคร

  • คนที่มีปัญหารอยคล้ำใต้ตา ที่เป็นสาเหตุให้ใบหน้าดูไม่สดใส เหมือนคนพักผ่อนน้อย
  • คนที่มีปัญหากระดูกบริเวณใต้ตาที่ยุบตัวลง จากอายุที่มากขึ้น ทำให้ดูตาโบ๋ ตาลึก
  • คนที่มีปัญหาใต้ตาที่เกิดลักษณะทางพันธุกรรม ที่ป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุตาโหล ตาดำ

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

• ใต้ตาลึก
• ถุงใต้ตา

       สำหรับถุงใต้ตา จะมีหลายระดับความรุนแรงตั้งแต่เป้นถุงเพียงเล็กน้อย ถุงขนาดปานกลาง และถุงขนาดใหญ่ ซึ่งการแก้ไขโดยการฉีดฟิลเลอร์เพื่อช่วยในการพยุงถุงใต้ตาขึ้นนั้นสามารถทำการแก้ไขได้เพียงกรณีที่ระดับความรุนแรงของถุงใต้ตาไม่เป็นมาก เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ได้ทำให้ถุงนั้นหายไป

• ใต้ตาคล้ำ
• รอยยับใต้ตา
• ลดความเด่นของโหนกแก้ม
• ยกกระชับใบหน้า ลดความหย่อนคล้อย
• ทำให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้น
• ใบหน้าดูสดชื่นขึ้น ดูเหนื่อยน้อยลง
• ดูอ่อนเยาว์ขึ้น ดูเด็กลง

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ใช้กี่ CC. เลือกรุ่นไหนดี?

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ในการฉีดแต่ละครั้งนั้น อยู่ที่ปัญหาใต้ตาของแต่ละบุคลด้วย โดยปัญหาทั่วไปจะใช้ปริมาณฟิลเลอร์อยู่ที่ 1-3 CC. หากคนไข้อายุ 50 ปีขึ้นไป กระดูกกลางหน้าทรุดลงเยอะ หรือมีปัญหาใต้ตาลึกมากๆ จากการยุบตัวของกระดูกเบ้าตา อาจจะต้องใช้ฟิลเลอร์ 4 CC.หรือมากกว่านั้น ในการรักษาเพื่อให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงของปัญหาใต้ตาได้อย่างชัดเจน

ฉีดฟิลเลอร์ อันตรายไหม

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานมั้ย

ฉีดฟิลเลอร์แล้วอยู่ได้นานมั้ย เป็นคำถามยอดฮิตที่หมอได้ยินบ่อยมากๆเลยค่ะ ต้องบอกว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาใต้ตาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ ระยะเวลาของตัวยาที่จะอยู่ในร่างกายของเรา ขึ้นกับหลายปัจจัย หมอขนมขอแบ่งให้เข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

1) ปัจจัยเกี่ยวกับตัวยา หรือ ฟิลเลอร์ที่ใช้ในการรักษา ขึ้นกับ

a) ยี่ห้อ หรือ แบรนด์ของฟิลเลอร์ ซึ่งถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีที่แต่ละบริษัทยาใช้ในการผลิตฟิลเลอร์

b) รุ่นของฟิลเลอร์ที่ใช้ในการรักษา ซึ่งสำหรับตำแหน่งใต้ตา แน่นอนว่ามักเป็นกลุ่มยาที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก หรือมีความเข้มข้นของไฮยารูลอนิกแอซิดที่ไม่สูงมาก ซึ่งแปลว่าถ้าเทียบกับฟิลเลอร์ที่มีไว้รักษาตำแหน่งอื่นๆ รุ่นฟิลเลอร์ที่ใช้รักษาใต้ตาก็เป็นรุ่นที่การย่อยสลายไปของตัวยาไวกว่าจุดอื่นๆนั่นเอง

2) ปัจจัยทางคนไข้ หรือผู้รับการรักษา

a) การขยับตัวของกล้ามเนื้อ ยิ่งถ้ามีการขยี้ตาบ่อยๆ เป็นไปได้ที่อัตราการสลายของฟิลเลอร์ก็จะไวขึ้น

b) การออกกำลังกาย เปรียบเทียบคนที่ออกกำลังกายแบบคาดิโอเป็นประจำ พบว่าอัตราการสลายของฟิลเลอร์มากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ออกกำลัง

c) การจับ หรือ กดนวด แน่นอนว่าการกดนวดหน้าหรือจับบริเวณที่ทำการรักษาบ่อยๆ ก็ไม่ต่างจากการขยับของกล้ามเนื้อใบหน้าของเราตามธรรมชาติ ดังนั้นถ้าอยากให้ฟิลเลอร์ที่ทำการรักษาไปอยู่ได้นาน ก็ควรหลีกเลี่ยงการจับบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามไม่ให้จับถูกนะคะ เพราะเราก็สามารถแต่งหน้า ทาครีมบำรุงตามปกติได้

d) การพักผ่อนไม่เพียงพอ ต้องบอกว่าปัจจัยนี้จริงๆแล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้เราดูแก่ หรือดูทรุดโทรมลงไวขึ้น เลยทำให้ดูเหมือนว่าฟิลเลอร์ที่เติมเข้าไปนั้นลดน้อยลง ทั้งที่ตัวยาอาจจะสลายในอัตราเท่าๆเดิม

3) ปัจจัยของแพทย์ผู้ทำการรักษา

a) เทคนิคการฉีดของแพทย์ เป็นปัจจัยที่สำคัญของการรักษาใต้ตา ถ้าแก้ไขโครงสร้างใต้ตาตั้งแต่ที่ฐานของกระดูก ก็จะส่งผลให้อายุการพยุงใต้ตานั้นอยู่ได้ยาวนานมากขึ้น

b) การเลือกใช้ยาในรุ่นที่ถูกต้องและเหมาะสม ปัจจัยข้อนี้สำคัญในแง่ของบางที คนไข้มาปรึกษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามาแล้วเป็นก้อนนูน หรือ ฉีดมาตั้งนานแล้ว ทำไมตัวยาไม่สลายไปไหนซักที สาเหตุอ่าจจะเป็นเพราะว่าเลือกใช้ยาไม่ถูกต้องเหมาะสมกับชั้นที่ต้องการรักษาค่ะ

โดยเฉลี่ยทั้งหมดแบบภาพรวมจากประสบการณ์การรักษาของหมอ ช่วงเวลาที่ฟิลเลอร์ใต้ตาหลังจากที่คนไข้ฉีดไปครั้งแรก แล้วกลับมาฉีดเติมอีกครั้งก็อยู่ประมาณ 1-1.5 ปีค่ะ ซึ่งจำนวนยาที่ใช้ในการเติมเต็มครั้งหลังก็มักจะน้อยกว่าการฉีดแก้ไขในครั้งแรกด้วย หรือ ไม่ก็ใช้ยาเท่าๆเดิมค่ะ สิ่งที่หมอจะบอกก็คือ หลายๆคนมีความเชื่อหรือความเข้าใจเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ที่ผิดว่า ถ้าฉีดไปแล้วไม่ฉีดอีก จะดูแก่ลง แก่ไวขึ้น ซึ่งบอกได้เลยค่ะว่า ไม่จริง ถ้าหากไม่ฉีดต่อก็แก่ลงตามปกติค่ะ สามารถสบายใจได้

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา บวมกี่วัน

ได้ชื่อว่าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับบริเวณตา ทุกคนก็พอจะจินตนาการออกได้ว่าน่าจะเป็นอะไรที่บวมง่าย ซึ่งถูกต้องเลยค่ะ ผิวหนังบริเวณรอบๆดวงตาของเราเป็นบริเวณที่ค่อนข้างบางมาก เส้นเลือดมาเลี้ยงก็มาก ดังนั้นหลังทำการรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ไป ก็สามารถมีอาการบวมได้ แต่การบวมมีหลายอย่างค่ะ บวมแบบเป็นปกติ หรือบวมแบบผิดปกติ หมอแยกออกคร่าวๆให้ตามนี้ค่ะ

อาการบวมหลังการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถเจอได้ในช่วงประมาณ 1-3 วันแรก ของการรักษา สาเหตุเกิดจาก การใช้เข็มปลายทู่เข้าไปฉีด มีการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อใกล้เคียงเล็กน้อย รวมถึงการอุ้มน้ำ ของฟิลเลอร์ไฮยารูลอนิก แอซิดอีก ก็อาจจะทำให้เห็นเป็นอาการบวมขึ้นมาเล็กน้อย แต่ถ้าใครที่ทำการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปจำนวนมาก ก็จะบวมมากกว่าเป็นปกติ หรือคนที่ผิวบางมาก เกิดอาการบวมขึ้นเท่าๆกัน แต่ก็อาจจะรู้สึกว่าบวมมากก็เป็นได้

สำหรับอาการบวมที่ไม่เป็นปกติ คือ ผ่านช่วง สัปดาห์แรกไปแล้วหลังทำการรักษาอาการบวมต้องลดลงเรื่อยๆ แต่ยังคงมีอาการบวมมากอยู่ หรือร่วมกับมีอาการอักเสบแดงร้อน ของบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ไป อันนี้ต้องรีบแจ้งแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อหาสาเหตุของอาการบวม และทำการแก้ไขตามสาเหตุค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ ราคา

รูปรีวิว ก่อน หลัง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แล้วเป็นก้อน แก้ไขอย่างไรได้บ้าง

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน สามารถทำการแก้ไขได้ค่ะ โดยถ้าเป็นก้อนนูนชัดเจน เราก็สามารถฉีดยาย่อยสลายฟิลเลอร์ หรือ เอนไซม์ไฮยารูโลนิเดส ลงไปในตำแหน่งที่มีฟิลเลอร์นูนขึ้นมาได้ค่ะ แต่ถ้าหากเป็นก้อนนูนเวลาแสดงสีหน้า หรือยิ้ม ก็ฉีดยาสำหรับสลายเข้าไปที่กล้ามเนื้อบริเวณนั้น โดยหลังการฉีดสลาย ฟิลเลอร์จะค่อยๆหายไปทันที จนถึงประมาณ 48 ชั่วโมง ก็จะเห็นผลชัดเจน

กรณีที่หลังฉีดสลายไปแล้ว แต่อาการเป็นก้อนบวมนูนนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจประเมินซ้ำว่าเป็นก้อนจากฟิลเลอร์จริงหรือไม่ หรือว่าเป็นความผิดปกติอื่น โดยความเสี่ยงหนึ่งที่อาจจะต้องเผื่อใจไว้ก็คือ ฟิลเลอร์ที่เคยได้รับการฉีดมาก่อนนั้น ไม่ใช่ไฮยารูลอนิกแอซิด จึงไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยเอนไซม์ย่อยสลายของมัน

การแก้ไข กรณีที่ฟิลเลอร์ที่ฉีดมาไม่ใช่ของแท้ ก็จำเป็นจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อขูดออก ดังนั้นก่อนที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ก็ควรเลือก และสังเกตฟิลเลอร์ที่ใช้ รวมถึงแพทย์ที่ให้การรักษาทุกครั้ง จะได้ไม่เสียใจภายหลังค่ะ

ข้อควรปฏิบัติก่อน-หลัง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

1.ควรงดอาหารเสริมหรือยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน และวิตตามินอี
2.หากต้องทำการเลเซอร์ในบริเวณที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ ควรทำก่อนอย่างน้อย 3 วัน เพราะหลังจากฉีดฟิลเลอร์ต้องงดเป็นเวลา 2 อาทิตย์
3.งดดื่มแอลกฮอล์ และ กิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด เช่น เข้าซาวน่า ออกกำลังกาย cardio เป็นเวลา 24 ชม.ก่อนทำ

หลังฉีดฟิลเลอร์ปฎิบัติตัวอย่างไร

1.ห้ามนอนราบหลังการฉีดฟิลเลอร์ 3 – 4 ชั่วโมง และช่วง 12 ชั่วโมงแรก ห้ามแต่งหน้าหรือใช้ครีมบำรุงทุกชนิด
2.ห้ามออกกำลังกายภายใน 48 ชั่วโมงแรก หรือสัมผัสความร้อนด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งห้ามถูหน้าแรงๆ ด้วยเช่นกัน
3.ควรดื่มน้ำมากๆ ประมาณวันละ 12 แก้ว เพื่อความชุ่มชื้นและให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปอุ้มน้ำและฟูขึ้น
4.การประคบเย็นอย่างผิดวิธีอาจทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีด เกิดการเคลื่อนและไม่เกาะผิวได้ ควรประคบเย็นตามคำแนะนำของแพทย์ในบางกรณีเท่านั้น
5.ให้งดเลเซอร์ร้อนที่ลงผิวชั้นลึกทุกชนิด หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรงดอย่างน้อย 2 อาทิตย์

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้ว ตาบอด จริงมั้ย

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แล้วตาบอดได้จริงค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าอาการตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์นี้ จะเกิดเพราะการฉีดใต้ตามากที่สุดนะคะ ถ้าจากวารสารที่มีการเก็บสถิติตีพิมพ์ทางวิชาการ สัดส่วนของเคสผู้ป่วยที่ตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์นั้นมาจากการฉีดรักษา บริเวณจมูก หว่างคิ้ว หน้าผาก มากกว่าการฉีดฟิลเลอร์ที่ตำแหน่งใต้ตาอีกค่ะ

ฉีดฟิลเลอร์ปาก

     ส่วนสาเหตุของการตาบอดนั้นเกิดจากการที่ฟิลเลอร์เข้าสู่เส้นเลือดแดงที่มีแขนงไปเลี้ยงจอประสาทตาด้านหลัง เมื่อเกิดการอุดตันจากโมเลกุลฟิลเลอร์หลุดเข้าไป จึงทำให้จอประสาทตาขาดเลือดไปเลี้ยง การแก้ไขหากเกิดความผิดปกติ ต้องทำทันที เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยการฉีดสลายด้วยเอนไซม์ไฮยารูโลนิเดส และส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจประเมินจอประสาทตาอย่างใกล้ชิดโดยจักษุแพทย์ค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *